สุดหัวใจที่ปลายรุ้ง : ว. วินิจฉัยกุล
posted on 14 Apr 2011 18:49 by real-in-mind in READERเมื่อ "ความประทับใจ" ได้จางหาย...
posted on 06 Jan 2011 09:04 by real-in-mind in MINDจากเรื่องนั้น...เรื่องนี้ - 2
posted on 31 Jan 2010 20:21 by real-in-mind in READER"หัวใจของผมอาจจะไม่ใช่ของมือหนึ่ง
เพราะมันเคยมอบความรักให้ผู้หญิงอีกคนมาก่อนแล้ว
แต่ผมคิดว่าบางครั้งของมือสองก็มีคุณภาพไม่แพ้มือหนึ่งนะ
บางทีใช้การได้ดีกว่าด้วย
ที่สำคัญ
ราคาถูกกว่าของมือหนึ่งตั้งเยอะ"
จาก ธีรวีย์ - - เจ้าบ่าวมือสอง - - ธุวดารา
เคยรู้สึกไหมว่า บางเรื่องกับบางคน โดยเฉพาะในบางเวลาที่ ...หลายอย่างไม่เหมือนเดิม
ต่อให้เราพยายามทำความเข้าใจในเรื่องราวนั้น หรือพยายามจะอธิบายเท่าไหร่
ก็ดูเหมือนจะไม่เข้าใกล้ความกระจ่างแจ้งได้สักที
มันเป็นเพราะสาเหตุอะไรกันก็ไม่รู้นะ
และสุดท้ายคำอธิบายก็ดูจะไม่จำเป็นอีกต่อไป
อธิบาย หรือไม่ ผลลัพธ์..ไม่ได้ห่างกันสักเท่าไหร่
จากเรื่องนั้น...เรื่องนี้
posted on 27 Dec 2009 16:45 by real-in-mind in READERตองจะรักหรือไม่รักเฮีย เฮียก็ไม่สน ขอให้เฮียรักของเฮียเท่านั้นเป็นพอ”
“เฮียไม่เคยเก็บ ไม่เคยแอบซ่อนความรักของตัวเอง
แต่เฮียแสดงออกในวิธีของเฮีย
รักในแบบของเฮีย สุขในแบบของเฮีย
ไม่หวัง ไม่คิดว่าตองจะต้องมารักตอบ
แค่เห็นตองกับเด็กๆมีความสุข และแค่เฮียได้รักตอง โลกก็เป็นของเฮียแล้ว”
“ขอให้เชื่อเถิดว่า มีผู้ชายอย่างเฮียอยู่จริงบนโลกใบนี้
ผู้ชายที่จีบผู้หญิงไม่เป็น
แต่รักเป็น และมีรักอัดแน่นให้หัวใจ
พร้อมจะมอบให้ผู้หญิงสักคนที่เขารัก
มอบมหัศจรรย์ กลิตเตอร์ ประกายเพชรเจ็ดสี มณีนพเก้าให้”
---
ความเข้มแข็งของนวลตองทำให้เขามั่นคง
ความอบอุ่นของนวลตองทำให้เขาหายหนาว
ชายหนุ่มเปิดโลกส่วนตัวที่ปิดตายมานานวันให้หล่อนรู้จัก
และก้าวเข้ามาเพื่อให้หล่อนรับรู้และเข้าใจ
แต่ไม่ใช่เพื่อรักหล่อน
ฟังหล่อน หรือก้าวเข้าไปในโลกของหล่อน
เขาดึงหล่อนเข้าไปในโลกของเขา
เป็นของเขา
เป็นอะไรบางอย่างในโลกของเขาที่เขามั่นใจได้ว่าจะอยู่ตรงนั้น
ตลอดกาล มั่นคง ไม่หายไปไหน
เขาไม่ได้รักเพราะรัก
แต่รักเพราะอยากมีใครสักคน
เป็นของเขาอย่างแท้จริงในโลกกว้างที่มีเขาอาศัยอยู่เพียงลำพัง
“ผมพยายามแล้วตอง พยายามอย่างที่สุดแล้วที่จะรัก”
จาก..เฮีย และ พายุ---มหัศจรรย์แห่งรัก---ดวงตะวัน
“ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนรักกันของรุจีคืออะไร
ถ้าหมายถึงคนที่บอกรักกันแล้วตกลงเป็นแฟนกันแล้ว
อาก็ไม่เถียงหรอกจ้ะว่าพวกหนูไม่ใช่
แต่สำหรับอา คนรักกันที่อาพูดถึง หมายถึงคนที่รู้สึกดีๆต่อกัน
ธรดูใส่ใจแล้วก็เป็นห่วงความรู้สึกหนูมากเท่าที่อาเห็น
แล้วหนูเองก็ทำให้อาเห็นเมื่อกี้ว่าหนุเป็นเดือดเป็นร้อนแล้วก็ห่วงธรมาก...
การบอกรักสำหรับอามันสำคัญน้อยกว่าความรู้สึกที่มีให้กันนะ”
จาก..อาทิพ--แสงซ่อนเงา---ภัสรสา
แต่อย่างหนึ่งที่ข้าไม่ทำคือ..
ไม่ทำร้ายผู้หญิงคนไหนด้วยอารมณ์ชั่วแล่น มักง่าย
ไม่เอาความต้องการของตัวเองไปโยนใส่ใคร
แล้วหลอกลวงว่านั่นเป็นความรักความปรารถนาแท้จริง ”
---
“ไม่ถึงขนาดนั้น...ข้าเพียงแต่คิดว่า
หากจะต้องก้าวข้ามเส้นแบ่งกั้นไปกับผู้หญิงคนไหน
มันจะต้องผ่านพิธีการที่ถูกต้อง
และยังต้องมีความรักเป็นพื้นฐาน...
เราจะปลูกต้นไม้ในหัวใจเราด้วยความงดงาม
ความรัก
ความปรารถนาอันแท้จริง
ไม่ใช่ให้ความใคร่เป็นฐาน”
จาก..คุณอาร์ม--อำพล ---สี่ทางฝัน---อาริตา
...ความไม่มี...
posted on 16 Oct 2009 18:27 by real-in-mind in MINDสำหรับความไม่มี....
ถ้ามี...แล้วไม่มี...
เป็นเราจะเลือกไม่มีเสียแต่แรก
...
...ความหวัง...
posted on 27 Sep 2009 18:24 by real-in-mind in MINDถ้า...การดำเนินไปของชีวิต เป็นเหมือนถนนที่รถไม่ติด
ชีวิตคงราบเรียบอย่างที่ต้องการ
อาจจะดูจืด ไร้ความตื่นเต้น
แต่นั่นคือสิ่งที่ "ปราถนา"
เดือนกุมภาพันธ์ของปีหน้า
อีกหมุดหมายที่ปราถนาอย่างเหลือเกิน
ที่จะได้รู้ ว่าจะได้รับ และได้พบ หรือไม่
ปล.มีความหวังเพื่อเป็นกำลังใจในการรอคอย...
"ก็แค่...อยากเข้าใกล้...ความประทับใจ"
posted on 15 Mar 2009 18:07 by real-in-mind in MIND
ผมยังจำได้ถึงวันแรกที่พบที่เจอ...แม่เสื้อสีชมพูสไตล์เมืองๆกับกางเกงยีนส์สีซีด ดูแล้วจะว่าหวานมันก็ยัง... ยังไงชอบกล!! ผมเองก็...ไม่รู้จะอธิบายยังไง
แม่คุณ..เธอมาสมัครงานในตำแหน่งผู้จัดการร้านกาแฟซึ่งผมกับเพื่อนๆตำรวจร่วมหุ้นกันเปิด เพื่อเป็นร้านค้าสวัสดิการของตำรวจและเป็นที่หย่อนใจของประชาชนที่มาติดต่อกับทางโรงพักด้วยส่วนหนึ่ง สำหรับอีกส่วนก็เพื่อความฝันลมๆแล้งๆของพวกผมจะได้เป็นจริงด้วยไงครับ (ประมาณว่ากลางคืนมีเหล้า-กลางวันก็มีกาแฟแก้สร่าง..หึหึ..) แล้วด้วยความที่พวกเราก็ต่างมีหน้าที่การงานประจำที่ต้องรับผิดชอบกันอยู่แล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องหาตัวแทนมาคอยควบคุมสาวๆ...เอ๊ยย!! ผมหมายถึงพนักงานอื่นๆน่ะครับ แฮะๆ
ในวันที่เธอมาสมัครนั้นมันทำให้ผมรู้ถึงความต๊องของเธอในระดับขั้นที่สอง เพราะระดับขั้นที่หนึ่งผมสัมผัสมาแล้วจากคำถามทางโทรศัพท์ที่เธอโทรมาสอบถามเกี่ยวกับสถานที่ตั้งของร้าน ผมก็อธิบายไปว่าอยู่ตรงข้ามกับสภ.อ.เมืองเชียงใหม่ครับ คุณเธอบอกกลับมาว่า ‘ไม่รู้จัก’ แต่เธอคงคุ้นๆกับสถานที่แวดล้อมและหนทางที่ผมอธิบายไปในตอนแรก จึงได้ถามมาว่า ‘ถ้าอยู่ตรงสถานีตำรวจละคะไปทางไหน’ ไอ้ผมก็ได้แต่ตอบไปละครับว่า ‘ตรงข้ามสถานีตำรวจเลยครับ’ คุณเธอคงลืมไปครับว่า ‘สภ.อ.เมือง’ กับ ‘สถานีตำรวจ’ มันที่เดียวกัน เฮ้อออออออออ...!!
สำหรับในระดับขั้นที่สอง ผมได้สัมผัสแบบสามมิติเลยครับ เพราะคราวนี้เจอตัวเป็นๆ ไม่ใช่แค่เสียงแล้วครับ หลังจากกรอกใบสมัครเรียบร้อย ผมก็สัมภาษณ์เธอซึ่งจากช่วงเวลายี่สิบ...สามสิบนาทีที่พูดคุยกัน ความต๊องของคุณเธอก็จะมาเป็นระลอกๆ ให้ผมต้องพยายามแทบตายที่จะไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ เรียกว่าเก๊กกันสุดชีวิตแหละครับ เท่าที่ผมจำได้แม่นๆก็...ตอนสัมภาษณ์เสร็จน่ะครับ ผมก็เห็นเธอลุกนะครับแต่แล้วเธอก็นั่งลงอีกครั้ง เงยหน้าขึ้นมาบอกกับผมว่า ‘ออกไม่ได้ค่ะ’ คือ เก้าอี้ห้องผมมันจะหนักมาก ลาก...ดัน ไม่ค่อยขยับ เธอก็เลยถูกกักอยู่ระหว่างเก้าอี้กับโต๊ะน่ะครับ สงสัยจริงๆครับว่า...ตอนที่เข้าไปนั่งทีแรกเนี้ยะแม่คุณทำอีกท่าไหนถึงได้ลากมันเข้าไปได้
หลังจากนั้น...ผมก็ไม่ได้เจอกับความต๊องของเธออีกเลยครับ ไม่ใช่เพราะเธอเลิกต๊อง...แต่เป็นเพราะว่าทางเราไม่ได้เลือกเธอ ผมก็จำไม่ได้ถึงเหตุผลที่ไม่เลือกนะครับ จำได้แค่ว่า...ประชุมหุ้นส่วนกันแล้วสรุปออกมาเป็นน้องอีกคนเท่านั้นเอง
ประมาณ 2-3 สัปดาห์ หลังเปิดร้าน มีเย็นหนึ่ง...เป็นวันอาทิตย์ ผมก็นั่งคุยอยู่กับพี่ๆน้องๆตำรวจอยู่นั่นแหละครับ แล้วก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงสองคนเดินเข้าร้านมา แล้วหนึ่งในนั้นมันก็...คุ้นๆใช่มั้ยครับ ก็คุณเธอล่ะครับ แต่วันนี้เซอร์มาเลย เสื้อยืดดำสกรีนอักษรลาวกับยีนส์สีเข้ม ถ้าไม่ได้ผมยาวๆนั่น ผมก็อยากจะคิดเหมือนกันว่า...อีกคนที่เดินมากับเธอน่ะ แฟน!!...เหอๆ ก็จะไม่ให้ผมคิดอย่างนั้นได้ยังไงล่ะครับก็เธอไม่ได้เซอร์แค่เสื้อผ้า แต่ไอ้ท่าทางห้าวๆ แข็งๆ ผมเห็นแล้วก็ยังอึ้ง!! มันช่างขัดกับวันแรกที่เจอซะเหลือเกิน มิน่าวันนั้นผมถึงพูดว่าเธอหวานได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก
และอีกครั้งที่ผมได้พบเธอ...ซึ่งดูเธอจะกลับมาหวาน...ก็...ไม่เชิง ก็คือค่ำวันหนึ่งที่ผมกับเพื่อนๆกำลังช่วยกันจัดสวนหน้าร้าน รู้สึกเธอจะสะพายเป้มาด้วย มายืนคุยกับน้องติ๊กซึ่งจะว่าไปที่มาทำงานที่ร้านผม ก็เพราะวันนั้นน้องเค้ามาเป็นเพื่อนเธอในวันสมัครงาน แล้วคงรู้จากเธอหลังจากที่ผมสัมภาษณ์เธอเรียบร้อยว่า..ที่ร้านรับสมัครพนักงานพาร์ทไทม์ด้วย เลยเดินย้อนกลับขึ้นมากันอีกครั้งหลังจากที่พากันลงตึกไปแล้วด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือ...หลังจากนั้นผมก็ไม่เห็นเธออีกเลยครับ
แต่แล้ว...สายๆของวันหนึ่งก็มีอะไรแปลกๆเกิดขึ้น โทรศัพท์ผมมีสายเข้า ผมกดรับ..แต่กลับไม่มีคนพูด จากนั้นก็ได้รับข้อความขอโทษ
13-Aug-07 11.35
จาก : 089-…………
”เวลารู้สึกแย่ๆเราควรทำยังไง-แต่ทำอะไรประหลาดๆแบบเมื่อกี้รู้สึกโรคจิตพิกล-ขอโทษนะที่อาจจะทำให้ขุ่นใจก่อนมื้อเที่ยง”
ถ้าคุณเป็นผมจะทำยังไงครับ ผมก็เลยโทรกลับแต่ว่า...ก็ ไม่มีคนรับ เพียงแต่ได้รับข้อความตอบกลับมาว่า
13-Aug-07 12.55
จาก : 089-…………
“โทรกลับมาจะให้รับได้ยังไง ถ้าคุณถาม...เราไม่รู้จะตอบว่ายังไง -.-”
จากนั้นผมก็จะได้รับข้อความเรื่อยๆ
27-Aug-07 08.20
จาก : 089-…………
“ความรู้สึกตอนนี้มันคืออยากจะยอมแพ้ แต่ถ้ายอมแพ้ก็จะถูกตราหน้าว่าไม่สู้งานใช่ไหมล่ะ แต่สมองกับความรู้สึก มันยากที่จะทำให้ตามกัน รู้สึกเหมือน...ยังไม่พร้อมที่จะโต..”
29-Aug-07 06.55
จาก : 089-…………
“รู้สึกตัวเองยอมแพ้อะไรง่ายอย่างนี้ เมื่อวานคุยกับที่บ้าน ยัง...อืม..สู้ๆ แต่พอตื่นมาเช้าวันนี้...ทำไมมันไม่อยากไปขนาดนี้นะ ไม่อยากไป แต่ก็ต้องไป ไปทำงานโดยที่มีความรู้สึกอย่างนี้ มันแย่ชะมัดเลย...(ใครก็ได้มาเก็บหนูไปเลี้ยงที...พ่อจ๋าแม่จ๋า T,T )”
3-Sep-07 08.55
จาก : 089-…………
“สู้ๆ <==บอกตัวเอง (บ้าอีกแล้วเรา) ปล. กรุณาฟังเฉยๆพอ ไม่ต้องคิดอะไร อนุญาตให้คิดว่าตัวเองซวยได้ที่ต้องมาเจออะไรประหลาดๆแบบนี้...แต่อย่าใจร้ายเลยนะ) ”
18-Sep-07 08.37
จาก : 089-…………
“แอบเกเรงานอีกแล้ว...แต่ว่าก็มีเหตุผลนะ ก็จะพาเพื่อนไปหาหมอ...แต่มันก็ไม่ต่างจากข้ออ้างเพราะใจจริงก็ไม่อยากไปจริงๆนั่นล่ะ ช่างตามใจตัวเองเสียเหลือเกินเรา-สุดท้ายก็มานั่งกังวลอีก”
06-Oct-07 09.12
จาก : 089-…………
“ต้องทำงานวันเสาร์ด้วยแต่ได้เงินเดือนเท่าคนทำงานวันศุกร์นี่มัน...เฮ้อออออออออ..อยากให้พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ T.T”
07-Oct-07 23.05
จาก : 089-…………
“มีวันอาทิตย์แล้วทำไมต้องมีวันจันทร์ด้วย -*-”
08-Oct-07 07.19
จาก : 089-…………
“เป็นอะไรมากมายกับวันจันทร์...ถึงได้รู้สึกอย่างนี้ทุกที”
25-Oct-07 17.27
จาก : 089-…………
“ปัญหามันไม่จบไม่สิ้นใช่ไหม ยิ่งทำงานมันก็ยิ่งมีมาเป็นปกติ-จะรอดไหม คุณหนูจะโตสักทีไหม จะเห็นมันเป็นเรื่องปกติสักทีได้ไหม”
09-Nov-07 13.09
จาก : 089-…………
“ในการทำงาน...เราจะวางใจใครไม่ได้เลยใช่ไหม ไม่รู้ว่าวันไหนจะมีอะไรมาจ่อหลัง”
09-Nov-07 23.52
จาก : 089-…………
“ไม่อยากหลับเลย หลับแล้วแป๊ปเดียวก็เป็นวันพรุ่งนี้ ถ้าตื่นอยู่แล้วเราได้รับรู้ถึงวินาทีที่เปลี่ยนไป...จะรู้สึกได้ว่า...เวลาผ่านไปช้ากว่านะ แต่มันก็...ง่วงล่ะนะ”
10-Nov-07 22.46
จาก : 089-…………
“พรุ่งนี้วันอาทิตย์ เย้ๆ...ค่อยโอเคหน่อย”
11-Nov-07 10.14
จาก : 089-…………
“วันอาทิตย์เป็นวันที่มีความสุขเน๊อะ ^-^”
26-Nov-07 19.40
จาก : 089-…………
“ฝนตก”
30-Nov-07 19.40
จาก : 089-…………
“ก็...ไม่รู้จะพูดอะไรกับคุณ ...ไม่รู้สิว่าทำไม คุณฟังอยู่หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย...เพื่อ!! แต่ก็ ช่างเถอะ ”
2-Dec-07 23.05
จาก : 089-…………
“ทำไมคนเราถึงไม่มีความสุขทุกวัน เวลาของวันนี้...ทำไมต้องกังวลถึงวันต่อไป”
19,-Dec-07 23.05
จาก : 089-…………
“ไม่มีอะไรอินเท่าเพลงลมหนาวอีกแล้ว คนเราอยู่ท่ามกลางคนมากมาย...แต่กลับโดดเดี่ยวยิ่งกว่าอะไร”
จนแล้วจนรอด ผมก็ไม่รู้หรอกว่าข้อความเหล่านั้น...มาจากใคร คิดว่า..คงเป็นข้อความที่ส่งมาผิดเบอร์หรือเปล่า เพียงแต่ว่า...บางข้อความมันก็ให้รู้สึกว่า...หรือจริงๆแล้วเขาคุยกับผมนะ อ้อ....นานๆครั้ง...ยังมีสายเข้าที่ผมมักจะบังเอิญไม่ได้รับในช่วงเวลาดึกๆด้วย...จากเบอร์เดียวกันนี้ จนกระทั่งวันนึง ที่ผมโทรกลับไปตอนสายๆ มีคนรับและยืนยันว่าไม่ได้โทรเข้า หลังจากนั้นอีกครึ่งชั่วโมง เธอก็โทรกลับมาครับพร้อมคำอธิบายมากมายที่ไม่ค่อยจะปะติดปะต่อความได้ซักเท่าไหร่ อาจจะด้วยความที่ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ผมเข้าใจมั้งครับ เรียบเรียงความไม่ถูกประมาณนั้น จึงได้รับข้อความให้ช่วยเช็คเมล์ในเวลาต่อมา เธอบอกว่าผมน่าจะเข้าใจได้มากกว่า เธอเขียนได้ดีกว่าพูด
Subject : คำอธิบาย
From : real_in_mind@hotmail.com
Sent : Monday , December 24 , 2008 18.58.17 PM
To : a_little_bit_coffee_shop@hotmail.com
เราไม่รู้หรอกนะ ว่าคุณจะเปิดอ่านเมลล์ฉบับนี้ตามคำขอหรือไม่ จะเข้ามารับรู้หรือเปล่า แต่เอาเป็นว่า...จะอธิบาย อย่างน้อยเพื่อความเคลียร์ของตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง
สำหรับสายที่โทรเข้าเมื่อคืน ไม่ได้โทรไปจริงๆนะ ตามที่ปฏิเสธ แต่จะว่าไปหรือว่ามันจะเรียกว่าโทรได้เหมือนกันนะ ในเมื่อมีการกดต่อสายเพียงแต่ว่า เราว่า เรากดตัดสายทันนะ ก็มันยังไม่ทันต่อสายเลย แต่ว่าทำไมมันถึงโผล่ไปที่คุณได้ เรื่องนั้นช่างมันเถอะ มันไม่สำคัญเท่าไหร่อีกแล้วล่ะ
ก็...ไม่รู้จะอธิบายให้คุณเข้าใจได้ยังไงเหมือนกันถึงการกระทำต่างๆ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นคุณ
มันเหมือน...ความคิดเรามันไปติดที่คุณ ซึ่งถ้าจะถามว่าทำไม...คำตอบก็คือไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ
ถ้าคุณจะสังเกตสักนิด คุณจะรู้ได้ว่าเรากล้าๆกลัวๆ เหมือนจะพยายามเข้าหา แต่สุดท้ายพอคุณตอบสนองกลับมาเราก็ถอย ก็หนี มันถึงได้ออกมาในรูปแบบนี้
คุณมี “อะไร” ที่เป็นของคุณ มีความเป็นตัวตนของคุณ เราก็มี “อะไร” ของเราเหมือนกัน มีความเป็นตัวตนของเราเหมือนกัน
และไอ้อะไรที่ว่าก็คือ...เราไม่เคยต้องเข้าหาใครก่อน โดยเฉพาะ “ใคร” ที่ว่านั้น เป็นผู้ชาย การต้องเป็นฝ่ายเข้าหาผู้ชายก่อนโดยที่ไม่เคยทำนี่ คุณคิดดูว่า...มันจะตีกัน ขัดแย้งกันขนาดไหนกับความเป็นเราที่เคยเป็นมาตลอด
มันยากสำหรับเราขนาดไหนกับการที่จะต้องเป็นฝ่ายเข้าหาคุณก่อน และเราก็ไม่ใช่คนที่จะคุยอะไร แบบผู้หญิงผู้ชายได้ เราทำไม่เป็น
แต่พอมาวันนี้ที่เราโทรกลับไปเพื่อจะอธิบายเพราะมันรู้สึกว่า ไม่ไหวแล้วที่จะเป็นอย่างนี้ อยากให้เคลียร์ ให้เข้าใจกันไปเลยดีกว่า ว่าอะไร ทำไม
ที่คุณถามว่าเราคือใคร เราไม่สามารถจะตอบได้ เพราะว่าเราไม่รู้จะบอกว่ายังไง และรู้สึกว่ามันทำหน้าไม่ถูกเอามากๆเลยนะ
ถึงนาทีนี้ คุณน่าจะเดาออกแล้วว่าเราคือใคร คนไหน แค่คุณย้อนกลับไปเปิดใบสมัครดูเท่านั้นเอง ถ้าคุณอยากจะรู้ แต่ว่าไม่ว่าคุณจะจำได้ หรือไม่ได้ มันก็คงไม่มีอะไร เพราะยังไงมันยากอยู่มากมาย ที่เรากับคุณจะมาอะไรต่อกัน แม้จะแค่เจอหน้ากันเท่านั้นก็ตาม
และที่เขียนมาทั้งหมดนี้ก็แค่อยากเคลียร์เท่านั้น อย่างน้อยก็เคลียร์กับระบบความคิดของตัวเอง ส่วนคุณจะเข้าใจหรือไม่ เราไม่รับรู้แล้ว ช่างมันแล้ว เพราะเราถือว่าได้พยายาม “เคลียร์”อย่างที่สุดแล้ว....
หลังจากนั้นเธอก็เงียบหายไป และด้วยความที่มันเงียบและไม่มีอะไร ผมก็เลยปล่อยให้มันไม่มีอะไร เพราะผมก็ไม่รู้ว่าจะทำให้มันมีอะไร ได้ยังไง ในเมื่อสำหรับผมแทบจะเรียกได้ว่า ไม่รู้จักเธอเลย เพียงแต่...มันรู้สึกอยู่เหมือนกันว่ามี “อะไร” เริ่มมาติดอยู่ที่ผมแทน อาจจะเป็น....ตัวตนแปลกๆของเธอกระมัง
จนช่วงปลายมกราคม เดือนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะเต็มไปด้วยสีสันของดอกไม้ที่ผลิบานรอต้อนรับลูกช้างทั้งหลาย ที่จากไปเพื่อเรียนรู้โลกของการใช้ชีวิตอีกรูปแบบนึง ชีวิตที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ชีวิตของการทำงาน เพื่อที่จะรอวันนี้ วันที่ได้กลับมาดินแดงแห่งลูกช้างเพื่อรับถึงความภาคภูมิใจที่ได้ฝ่าฟันกันมา กลับมาเพื่อรับคำเรียกขานว่าบัณฑิต
และคำนี้ล่ะครับที่ทำให้ผมได้พบเธออีกครั้ง บัณฑิตที่แอบลากครุยแถบทอง มาเก็บความทรงจำที่ถนนคนเดิน บัณทิตที่กำลังยืนยิ้มรับกล้องคู่กับรถโฟล์คสีส้ม โฟล์คกาแฟสดที่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของถนนคนเดิน
ผมก็แทบไม่รู้ตัวเองเหมือนกันครับว่าอะไรดลใจให้เดินไปคว้าข้อมือเล็กๆนั้น จนทำเอาเธอกับตากล้องจำยอม ก็น้องติ๊กล่ะครับ จะมีใคร ถึงกับเหวอกันไปเลยทีเดียว
“ติ๊ก...อ้ายขอคุยกับปี้สาวเฮากำน้อ”
จบคำเขาก็ดึงแขนบัณฑิตหน้าเป๋อเหรอที่ยังปรับหน้าปรับสติไม่ทันตามเขาไปเรื่อยๆ แล้วไอ้เครื่องแบบที่เค้าใส่อยู่กับชุดครุยของบัณฑิตนี้ มันก็ช่างสะดุดและเรียกสายตาของผู้คนแถวนั้นเสียจริงๆ และไม่ต้องให้บอกนะครับว่าเยอะหรือไม่เยอะในเมื่อวันนี้เป็นวันที่มีถนนคนเดิน
ดูท่าเธอรู้ตัวอีกที ก็ตอนได้ยินเขาเอ่ยกับลูกน้องหน้าห้องว่า ‘ห้ามรบกวน’ พร้อมเสียงปิดประตูห้องทำงานเขาซึ่งอยู่ชั้นสองตึกหลังของกองเมืองเสียแล้ว
ถึงจะรู้ตัว ถึงสติจะกลับมาแล้ว แต่แม่คุณก็ยังเงียบ ยืนมองหน้าผมเฉย...ซะงั้น แต่นั้นแหละ ก็แล้วผมจะให้เธอพูดอะไร ในเมื่อคราวนี้เป็นผมเองที่เริ่มเรื่อง...ทั้งที่จากการสื่อสารครั้งหลังสุด...มันเหมือนเธอพยายามปิดจบไปแล้วด้วยซ้ำ
“เคลียร์กับตัวเองจริงๆแล้วหรือยัง ไอ้การสื่อสารแบบประหลาดๆของเราน่ะ”
คำตอบมีเพียงการพยักหน้าน้อยๆ
“เคลียร์ว่า...”
“ก็...อาจจะแค่ อยากเข้าใกล้...ความประทับใจ...มั้ง!!...”
“อืม...งั้นลองมา..ทดลอง...อยู่ใกล้ๆ...ความประทับใจดูไหม...?”
คำตอบก็มีเพียงการพยักหน้าน้อยๆที่มาพร้อมกับรอยยิ้มน่าเอ็นดู...เท่านั้นเอง เชื่อเขาเลย
จนแล้วจนรอด...
posted on 17 Aug 2008 15:36 by real-in-mind in MINDเวลาในวันหยุด วันที่ไม่ได้ทำอะไรนอกจากการพักผ่อนและรื่อยเปื่อย...มันหมุนไปไวเหลือเกิน ป๊อปแป๊ปๆ..ก็จะสี่โมงเย็นเข้าอีกแล้ว
เวลาเวียนมา ณ จุดที่ให้กังวลถึงวันพรุ่งนี้ ตามประสาคนช่างวิตกกังวล...อีกแล้ว
มันผ่านไปเร็วมากซะจน...เราตกตะกอนความคิดไม่ทันเลยทีเดียว
จนทุกวันนี้เราก็ยังคิดไม่ตกตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเอาอย่างไร...จะดำเนินชีวิตไปข้างหน้าอย่างไรดี ในเมื่อ "ทาง" มันผุดเข้ามาในสมองหลายทางเหลือเกิน เป็น ทาง ที่มาจากความอยาก แต่มีสักทางไหมที่เราสามารถใช้เดินไปได้
ณ ตอนนี้ (ที่จริงมันเกิดมาตั้ง 6 เดือนแล้ว) คือ ความรู้สึกอยากออกจากงาน มันก็คงเหมือนกับทุกคนที่ไม่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือนนั่นล่ะ
มันรู้สึกว่า...ทำไมเราจะต้องมาเครียดแทนคนอื่น (โดยที่คนอื่นนั้นไม่แม้แต่จะเคยเข้าใจและเห็นใจเรา) เพียงเพราะว่าเราได้รับเงินจากเขาเป็นสิ่งตอบแทน
เงินที่ไม่ได้มากมาย...แค่พอประทังไปเดือนๆ...กับค่าใช้จ่ายหลายทาง
เรายังโชคดีที่ทางบ้านไม่ได้เรียกร้อง คาดคั้น (แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง) ว่าต้องให้เขาเท่านั้นเท่านี่ โชคดีที่เขาใจดีกับเรามากมาย
แต่บางที...ความใจดีนั้นมันก็ทำให้เราเคยตัวหรือเปล่า
เคยตัวที่จะตามใจตัวเองเป็นหลัก เอาใจตัวเองเป็นหลัก จนไม่ยอมจะแบก ทน เพื่อบางสิ่งบางอย่าง อะไรเลยหากไม่ถูกใจตัวเราขึ้นมา
มันเลยเกิดเป็นความขัดแย้งอย่างหนักในจิตในใจ
ระหว่างความต้องการตามใจตัวเอง กับความสำนึกในหน้าที่ของตัว
ระหว่างสิ่งที่ต้องทำ กับอยากทำ
เพราะปัญหามันมีต่อว่า แล้วสิ่งที่เราอยากทำมันคืออะไรกันแน่ นอกจากแค่ว่าตอนนี้รู้สึกไม่อยากทำงานปัจจุบันที่ทำอยู่
ถามว่าทำไม ไม่อยากทำ ก็ไม่แน่ใจว่าจะตอบได้ให้เป็นเหตุเป็นผล นอกจากว่าก็...ไม่อยากทำ
และก็มีส่วนงานบางส่วนที่เรารู้สึกว่าทำได้ไม่ดี ทำให้งานไม่คืบหน้า แม้ว่าตอนนี้จะพยายามปรับผังแผนกเพื่อจัดส่วนและเราได้ทำในส่วนที่เราถนัดแล้ว
แต่ปัญหาเงินเดือนที่อัพแค่ปัละ 500 และโบนัส แค่ปีละ 3000 (มันเรียกว่าโบนัสได้ไหมเนี้ยะ)
สับสนไปหมดกับหลายๆกระแสความคิด
1. อยากออกจากงาน
2.ยังอยากกลับไปใช้ชีวิตที่เชียงใหม่เหมือนตอนเรียน
หลักๆก็มี 2 อย่างนี้
ปัญหาคือ ออกจากงานแล้วไปไหน
-หางานใหม่ (หาไม่ได้สักที เพราะพอเปิดเว็บหางานขึ้นมาก็สมาธิแตก เพราะว่ามีแต่ตำแหน่งงานบ้าบออะไรไม่รู้)
-กลับบ้าน (ที่บ้านก็ไม่ค่อยสนับสนุน ถ้ากลับทำไร่กับแม่ เพราะมันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา)
กลับไปเชียงใหม่ นั่นหมายว่าเราต้องได้งานที่อยู่ได้ โดยแค่ไม่ใช่แค่อยู่รอดแต่ต้องเหลือด้วย ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากว่า ... เราทำเพื่อตัวเราเอง
แต่บางทีเราก็อยากจะเห็นแก่ตัว เพราะเราเชื่อว่า...ถ้าเราทำให้ตัวเองมีความสุขในการมีชีวิตได้เมื่อใด เมื่อนั้นคงไม่อยากที่จะตอบแทนคนอื่น
ไม่ใช่ก้ำๆกึ่งๆ... ไปไหนไม่ได้สักทางอย่างนี้
ดูเหมือนที่จริงเราก็จะมีคำตอบให้กับทุกทางเลือกของเรา...แต่...เราก็ยังวนเวียนกลับมาคิดอยู่นั่น
เอายังไงดีฟร่ะเรา
-*-
เอาเป็นว่ามุ่งมั่นที่จะหางานใหม่มันไปเรื่อยๆ
อาทิตย์ละ 1 ครั้ง คือ วันอาทิตย์ ที่จะเสิร์ชหางานอย่างจริงจัง เพื่อที่เวลาอื่นๆจะได้เอาไปทำสิ่งอื่น ไม่ใช่พะวักพะวน กับการหางาน
หากโชคดีได้งานที่เชียงใหม่ ก็ถือว่าโชคเข้าข้าง
หากไม่ได้ ก็เก็บไว้ เมื่อไหร่มีตังค์ จะกลับไปเรียนต่อ ป.โท ที่นั่น กลับไปมีชีวิตนักศึกษาอีกครั้ง
ตอนนี้ก็ สงบจิต แล้วทำงานไป
เก็บตังค์...